บทที่ 9 บทที่ 9 พี่เพลิง

อุณากรรณนั่งเขี่ยมือเล่นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต เมื่อกลางวันตอนอยู่ในลิฟต์สองต่อสองว่าแย่แล้ว ตกเย็นพอขึ้นมานั่งรถคันเดียวกัน แม้ว่ารถคันใหญ่แต่ยังรับรู้ถึงไออุ่นจากคนตัวโตด้านข้างอยู่ดี

ทั้งกลิ่นบุหรี่ กลิ่นกายชาย สารพัดที่ทำให้สาวสะพรั่งอย่างเธอว้าวุ่นได้ จึงพยายามหาอย่างอื่นทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจากอัคคี

ดวงหน้าหวานซึ้งเบี่ยงไปด้านข้างเพื่อมองถนนท่ามกลางรถมากมายของเมืองหลวงที่ขยับไปได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“วันนี้รถติดหน่อยนะครับนาย”

เสียงชุมพลเอ่ยถึงขึ้นขณะที่รถแล่นจนเกือบจะคลาน

“ไม่เป็นไร ยังพอมีเวลา”

เสียงทุ้มต่ำด้านข้างคุยโต้ตอบกับคนขับรถสนิทสนมจนอุณากรรณแปลกใจ เธอมักไม่ค่อยพบคนในระดับนี้พูดคุยกับคนขับรถมาก่อน ส่วนใหญ่มักไว้ตัวและท่ามาก จึงเอี้ยวหน้าไปมอง ถึงกับสะดุ้งตกใจจริง ๆ เพราะเจอเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลที่หลุบมองเธออยู่ก่อนแล้วอย่างค้นหา

“น้องแพรไม่เมื่อยเหรอครับ”

“คะ คะ อะไรนะคะ”

ใบหน้าคมเข้มยิ้มกว้างเมื่อได้ยินเสียงตอบมึนงง

“ก็พี่ถามว่าน้องแพรไม่เมื่อยเหรอครับ นั่งตัวลีบอยู่ตรงนั้น ขยับมาอีกก็ได้นะ พี่ไม่กัดหรอก”

“เออ ไม่เป็นไรค่ะ แพรไม่เมื่อยค่ะ บอสไม่ต้องห่วงแพรหรอกค่ะ”

“ไหนว่าเรียกบอสเฉพาะในที่ทำงานไงครับ นี่เราอยู่ในรถ เรียกพี่เพลิงเหมือนเดิมสิครับ”

อุณากรรณสะอึกในใจก่อนจะเม้มปาก

ตาบ้า! นี่หื่นกามหรือเปล่า?

“เราจะไปที่ไหนกันคะ”

อัคคียิ้มอีกครั้งเมื่อหญิงสาวด้านข้างทำเลี่ยงแสร้งถามเรื่องอื่น แต่เขาจะปล่อยไปก่อน

“ไปโรงแรมในเครือของเราเอง”

“แล้วแพรต้องทำหน้าที่อะไรบ้างคะ”

“เดี๋ยวก็รู้ครับ เออ น้องแพรมีชื่อเรียกอื่นอีกไหมครับ เอาไว้แนะนำตัวให้คนต่างชาติ เขาคงเรียกชื่อน้องแพรไม่ถนัด”

อุณากรรณสบตาอัคคีอีกครั้งก่อนจะเบือนหน้าหนีดวงตาเข้ม ใจไม่อยากบอกชื่อเล่นที่เธอใช้ยามอยู่บนเรือ แต่มันก็จริงอย่างที่อัคคีบอกเพราะตอนทำงานไม่มีใครออกเสียงเรียกชื่อเธอได้สักคน

“เลน่า”

“เลน่า?”

เสียงทุ้มทวนชื่อเบา ๆ นึกถึงแฟ้มเมื่อช่วงบ่ายที่ชุมพลทำรายการของอุณากรรณมาให้ ชื่อเลน่าเป็นชื่อที่ไว้ใช้เรียกตอนเธอทำงานบนเรือ

“เป็นชื่อที่เพราะมาก เย้ายวน”

“พี่เพลิงไม่ต้องแปลก็ได้ค่ะ”

อุณากรรณรีบบอกเสียงเข้ม ตอนเขาเรียกชื่อเลน่า เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกอายกับชื่อที่เพื่อน ๆ พากันตั้งให้ ใบหน้าจึงแดงซ่านขึ้นมาจนอัคคีมองเห็นได้อย่างชัดเจน

“ทำไมต้องอายด้วยครับ เลน่า เป็นชื่อที่เพราะมาก พี่ชอบ อีกอย่างเวลาเลน่าเรียกพี่ว่าพี่เพลิง พี่ยิ่งชอบ”

โอ้ย!! จะขยันหยอดคำหวานไปถึงไหนตาบ้า!

อุณากรรณเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันในใจ แต่ต่อหน้ายังยิ้มออกมาเพียงมุมปาก ให้ดูคล้ายกับบุษบาเวลาอาย แล้วจึงมองอัคคีอย่างแปลกใจเมื่อเห็นเขาหัวเราะออกมาในลำคอ

ชายร่างสูงลูกเสี้ยวพูดยั่วอารมณ์หญิงสาวด้านข้างจนพอใจแล้วจึงค่อยปล่อยเธอให้ระงับอารมณ์ที่คุกรุ่นขึ้นมาเสียก่อน

อัคคีนั่งพิงพนักมองไปยังด้านนอกเพื่อใช้เวลาครุ่นคิดถึงแฟ้มวันนี้

หญิงสาวด้านข้างเป็นฝาแฝดคนน้องชื่ออุณากรรณ จบเอกภาษามหาวิทยาลัยดังได้ไม่นานก็ขอทางบ้านไปทำงานหาประสบการณ์บนเรือสำราญได้เดือนกว่าเท่านั้น

ในแฟ้มบอกกระทั่งบุคลิกร่าเริงเป็นกันเองกับทุกคน กินง่ายไม่เรื่องมาก และพูดจาโผงผางไม่ค่อยคิด

สูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบ ไม่มากไม่น้อย แม้ว่าจะสวมรองเท้าส้นสูงแต่ยังเตี้ยกว่าอัคคีเพียงเลยปลายคางมาเท่านั้น

อุณากรรณทำให้เขารู้สึกสนใจไม่น้อยผิดไปจากพี่สาวฝาแฝด ครั้งแรกที่เห็นเมื่อกลางวัน ตามปกติเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับบุษบาแม้แต่น้อย ยังมองเห็นเป็นน้องสาวมาตลอด ทั้งยังคิดหาทางเลี่ยงงานแต่งงาน

แต่พอชายร่างสูงเช่นเขาเจอเข้ากับอุณากรรณ ร่างกายหลั่งโฮร์โมนบางอย่างที่ทำให้ร่างกายทั้งร่างครางกระหึ่ม เขาต้องการจับต้อง ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ

อัคคีเบือนหน้ากลับไปหาหญิงสาวที่กำลังทำให้เขาเกิดปัญหา ร่างบอบบางยังนั่งนิ่งมองไปด้านนอกเช่นเดียวกันกับเขา ผมยาวสยายปิดใบหน้าจนเขามองไม่เห็นสีหน้าของอุณากรรณว่ากำลังคิดอะไรอยู่ในใจ

สายตาคมเข้มไล่ลงไปยังปลีน่องพ้นกระโปรง ยาวเรียวเล็กและเนียนสวย ท่านั่งไขว้ห้างยิ่งดึงรั้งให้กระโปรงหดสั้นลงจนเกิดมุมลึกทอดยาวเข้าไปใต้กระโปรง

เขาไล่สายตาลงไปอีกกระทั่งถึงข้อเท้าที่ถูกพันด้วยสายหนังประดับคริสตัวแบรนด์ดังราคาแพง จึงยิ้มมุมปาก

อุณากรรณไม่รู้ตัวสักนิดว่าตัวเองแตกต่างจากพี่สาวมากขนาดไหน เธอคิดเพียงแค่ว่าหน้าตา รูปร่าง เหมือนกันแล้วจะสามารถสลับตัวหลอกลวงคนอื่นได้ แค่การแต่งตัวก็แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

บุษบามักแต่งตัวเรียบง่ายเน้นใช้งานได้ทุกวัน และเรียบร้อยปิดมิดชิด ส่วนคนน้องที่อัคคีกำลังพิจารณาอยู่ แต่งตัวตามแฟชั่นราคาแพงและเปิดเผยเนื้อตัวมากกว่า ตัวเขาเองชอบอย่างหลังมากกว่า

“พี่เพลิงคะ นักธุรกิจที่มาค่ำนี้กี่คนคะ”

อัคคีเลื่อนสายตาจากข้อเท้าสวยขึ้นมองหน้าหวานซึ้งซึ่งยังบึ้งตึง มีรอยแดงพาดผ่านพ่วงแก้มทั้งสอง แสดงว่าอุณากรรณแสร้งถามเขาเพื่อดึงความสนใจของเขาออกจากขาสวยของตัวเธอเอง จึงยิ้มมุมปาก

“สองคนครับ”

อุณากรรณยกขาในท่าไขว่ห้างลงเมื่อเห็นแล้วว่าอัคคีเลื่อนสายตาออกมาจากขาเธอแล้ว

ฮึ! นี่เป็นพวกถ้ำมองด้วยเหรอเนี่ย ไม่รู้ว่าพี่แพรต้องทนอยู่ใต้สายตาของคนหื่นกามนี่มากี่วันแล้ว

“แล้วทานข้าวเย็นเรียบร้อยเรากลับเลยใช่ไหมคะ”

“ทำไมครับ หรือว่าเลน่าอยากจะไปต่อที่ไหน”

“ไม่ค่ะ พะ เอ้ย! เลน่าทำงานทั้งวันค่อนข้างเพลียนิดหน่อย”

“ถ้างั้นพี่จะเร่งให้ไม่ดึกนะครับ”

“ไม่เป็นไรคะ พี่เพลิงคุยธุรกิจตามสบายเลยค่ะ”

“ที่จริงไม่ได้นัดคุยเรื่องงานอะไรหรอกครับ นัดพูดคุยเรื่องทั่วไป”

“พี่เพลิงต้องพูดเพราะแบบนี้กับทุกคนหรือเปล่าคะ”

อัคคียิ้มกว้างขึ้นอีก อุณากรรณเองก็ไม่ยอมหลบตา จ้องหน้าเพื่อรอคำตอบ

“ครับ เป็นนิสัยเสียแล้ว น้องเลน่าไม่ชอบเหรอครับ”

อุณากรรณหันหน้าหนี อันที่จริงเธอไม่ค่อยคุ้นกับผู้ชายพูดเพราะทุกคำ ยิ่งทำงานกับคนต่างชาติรูปประโยคเท่าเทียมกัน แต่พอเป็นเสียงทุ้มนุ่มของอัคคี ตัวเธอเองรู้สึกคันยุบยิบข้างในบอกไม่พูด

“เปล่าคะ พี่เพลิงพูดอย่างที่เคยเถอะค่ะ”

ดวงตากลมโตมองรถราขวักไขว่เพื่อเบี่ยงความสนใจของตัวเองออกจากคนร่างโตด้านข้าง ความรู้สึกแปลก ๆ คล้ายลูกไฟในท้องเมื่อนึกถึงตอนอัคคีพูดกับผู้หญิงคนอื่นแบบนี้ อุณากรรณไม่ชอบความรู้สึกนี้เอาเสียเลย เธอยังไม่แน่ใจว่ามันคือความรู้สึกอะไร เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอเป็นแบบนี้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป